<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4211859337854855116</id><updated>2011-09-12T20:11:29.648+07:00</updated><title type='text'>Tanapat Cool Tum Let's Come Have Fun And Enjoy With Me</title><subtitle type='html'>สวัสดีครับยินดีต้อนรับสู่เวปบล้อกของผม นะครับ ห่างหายไปจาก Blogspot นานมาก ส่วนหนึ่งมาจากเหตุผลที่อินเตอร์เนตที่บ้านค่อนข้างช้ามาก จึงเล่น Bloggangเป็นส่วนใหญ๋ ยังไง ถ้าใครติดตามงานเขียนของผม ก็แวะมาคอมเมนต์กันได้สนุกสนานเลยนะครับ

อ๋อ ส่วนแฟนหนังสือสตาร์พิค ช่วงนี้อาจจะห่างหายไปบ้าง แต่จริงๆแล้วรับหน้าที่เขียนคอลัมน์ On Shelf อยู่ครับ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://chibuyapunk.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4211859337854855116/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chibuyapunk.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>chibuyapunk</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13033896752817663329</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>4</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4211859337854855116.post-1873124118635705948</id><published>2010-12-15T21:08:00.001+07:00</published><updated>2010-12-15T21:11:56.289+07:00</updated><title type='text'>[Review Concert] Beyonc’e I Am World Tour ยำใหญ่ฟุตเทจทัวร์คอนเสิร์ต</title><content type='html'>&lt;a href="http://omgtre.com/wp-content/uploads/2010/11/Beyonce-I-Am-World-Tour.jpg"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 525px; DISPLAY: block; HEIGHT: 717px; CURSOR: hand" border="0" alt="" src="http://omgtre.com/wp-content/uploads/2010/11/Beyonce-I-Am-World-Tour.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ตกลงนี่มันบันทึกการแสดงสดหรือว่าสารคดีบันทึกการแสดงคอนเสริต์ของบียอนเซ่กันแน่? ถ้าเราจะนิยามของมันให้เป็นอย่างหลังก็ไม่น่าจะแปลกนัก เพราะกว่า 70 เปอร์เซนต์ของดีวีดีนี้ถูกตัดสลับกับภาพอารมณ์ร่วมที่ผู้ชมและแฟนเพลงของเธอในระดับ “เกินกว่าปกติ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนที่เคยผ่านตามากับดีวีดีประเภทสารคดีคอนเสิร์ต อาจจะรู้สึกเฉยๆกับการนำเสนอในลักษณะนี้ แต่มันก็เป็นข้อบกพร่องประการใหญ่ที่ทำให้ผู้ชมหลายคนที่ไม่ชิน อาจจะเกิดความรำคาญขึ้นง่ายๆ เพราะลักษณะในการตัดต่อภาพนั้น ความต่อเนื่องถือเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้ผู้ชมอยากจะดู “เรื่องราว” นั้นๆจนจบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I Am World Tour เล่นกับธีมคอนเซปคอนเสิร์ตที่พยายามพูดถึง Sasha France หรือแง่มุมต่างๆของตัวบียอนเซ่เอง แต่หลายครั้งหลายช่วงที่คอนเสิร์ตนี้กลับเน้นอารมณ์ร่วมของผู้ชมมากกว่า จะนำเสนอภาพการแสดงของตัวศิลปินเอง จนมันกลายเป็นจุดด้อย “ผลัก” ผู้ชมประเภทที่รู้สึกรำคาญว่า ทำไมตัวฉันต้องมาทนดู แฟนคลับกรี้ด บ้าคลั่งเสียสติ เป็นลม หรือแม้กระทั่งชี้หน้าด่าว่าบียอนเซ่เป็นพวกนังตอแหล เป็นต้นด้วยล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เพียงเท่านั้น จำนวนมุมกล้องที่มากมาย (ตัดมาจากฟุตเทจนับร้อยจากทั่วโลก) บวกกับการตัดภาพที่ฉับไวจนคนดูปวดหัวเพราะอัตราการเปลี่ยนภาพต่อเฟรมอยู่ในระดับที่สูงมาก จนเราอดไม่ได้กับบางเพลงที่เราจะรู้สึกอยากจะบ่นว่า “พอได้หรือยัง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ข้อเสียที่ร้ายแรงอะไร ถ้าเราเลือกจะตั้งมาตรฐานว่า การนำเสนอคอนเสิร์ตในมุมมองนี้ก็ดูแปลกกว่าบันทึกการแสดงทั่วไป แต่เชื่อว่าแฟนคลับกว่า 80 เปอร์เซ็นต์คาดหวังจะได้ดูบันทึกการแสดงเต็มๆของเธอ ดังนั้นดีวีดีแผ่นนี้จึงไม่อาจสนองความต้องการของผู้ชมทั่วไปได้ดีนัก ซ้ำร้ายมันอาจจะเป็นการสร้างทัศนคติในเชิงลบต่อตัวศิลปินเสียมากกว่าว่า “ฉันมานั่งดูสารคดีเหรอวะเนี่ย”&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จะว่าไป I Am Tour จัดได้ว่ามีโมเมนต์ที่น่าจดจำอยู่หลายช่วงไม่ว่าจะเป็นตอนเปิดตัวอย่าง Crazy In Love ที่อาศัยท่อนเปิดของเพลง De ja Vu เพื่อเสริมรัศมีความเป็นตัวแม่ของเธอ Smash to you และ Ave Maria ที่ต้องอ้าปากค้างกับคอสตูมชุดแต่งงานที่สวยงามเกินคำบรรยาย เมื่อประกอบกับการกำกับแสงและพลังในการแสดง ยิ่งทำให้เราอินไปกับเพลงมากขึ้น Baby Boy เพลงที่เราถึงกับต้องตะลึงเมื่อบียอนเซ่เหาะได้ พร้อมตีลังกาหลายตลบจดดูแล้วพาลให้นึกถึงสาว Pink เล่นกายกรรมเสี่ยงตายแบบใน FunHouse Tour อย่างช่วง Diva ก็จัดเป็นโมเมนต์ที่น่าสนใจเมื่อคอสตูมเรืองแสงนั่น ขับเน้นให้โชว์ของหล่อนดูแรงขึ้นโดยปริยาย ส่วน Single Lady ก็เป็นเพลงเต้นลืมตายประจำคอนเสิร์ต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดทั้งมวล เราได้เห็นเพียงแค่เสี้ยวอย่างละหน่อยของคอนเสิร์ตเท่านั้น เพราะหลายครั้งความน่าสนใจของตัวคอนเสิร์ตถูกลดทอนด้วยการตัดต่อดังที่ได้กล่าวมา ด้วยการแทรกภาพการแสดงความรู้สึกของตัวบียอนเซ่เอง การเดินทางไปประเทศต่างๆ และการโชว์ให้เห็นภาพของแต่ละประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าเสียดายเหลือเกินถ้าดีวีดี I Am World Tour จะถูกจัดทำออกมาในรูปแบบที่วางตลาดแบบเดียว เพราะเชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงอยากจะดูการแสดงคอนเสิร์ตแบบเต็มๆมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหาก This is it คือการเล่าสารคดีคอนเสิร์ตให้คนได้เห็นหลายมุมมอง I Am Tour กลับเล่ามุมมองเพียงแค่ตัวศิลปินและแฟนๆที่มาชมคอนเสิร์ตเท่านั้น มันจึงไม่ใช่สารคดีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่บันทึกการแสดงสดอีก การเป็นลูกผีลูกคนแบบนี้จึงทำให้คนดูรู้สึกแย่มากกว่าจะชื่นชอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ดีที่สุดของดีวีดีแผ่นนี้คือฟิเจอร์ Behind the Scene ที่ทำให้เรารู้ว่าการจะกำหนดโมเมนต์หนึ่งของคอนเสิร์ตนั้นเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำ แต่ผู้หญิงที่ชื่อบียอนเซ่สามารถนำเสนอมันออกมาได้และสามารถตรึงผู้ชมได้ตลอดการแสดงของเธอในเวลาสองชั่วโมง แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่ “สารคดีคอนเสิร์ตแผ่นนี้มีความยาวแค่ชั่วโมงนิดๆเท่านั้น” นั่นเท่ากับว่ามีอีกหลายโมเมนต์ที่หายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราก็ได้แต่หวังว่า เราอาจจะได้เห็นอีกหลายโมเมนต์ผ่านดีวีดีอีกเวอร์ชั่นนึงนะจ๊ะ สาวบี&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ลงตีพิมพ์แล้วใน &lt;a href="http://www.pantip.com/"&gt;www.pantip.com&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://www.onlineza.bloggang.com/"&gt;www.onlineza.bloggang.com&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4211859337854855116-1873124118635705948?l=chibuyapunk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://chibuyapunk.blogspot.com/feeds/1873124118635705948/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4211859337854855116&amp;postID=1873124118635705948' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4211859337854855116/posts/default/1873124118635705948'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4211859337854855116/posts/default/1873124118635705948'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chibuyapunk.blogspot.com/2010/12/review-concert-beyonce-i-am-world-tour.html' title='[Review Concert] Beyonc’e I Am World Tour ยำใหญ่ฟุตเทจทัวร์คอนเสิร์ต'/><author><name>chibuyapunk</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13033896752817663329</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4211859337854855116.post-2855013178545606911</id><published>2007-12-30T00:04:00.001+07:00</published><updated>2010-12-15T21:33:11.593+07:00</updated><title type='text'>John Tucker Must Die</title><content type='html'>&lt;a href="http://fredfergusson.com/pelis/31.jpg"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 350px; DISPLAY: block; HEIGHT: 491px; CURSOR: hand" border="0" alt="" src="http://fredfergusson.com/pelis/31.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:180%;"&gt;John Tucker Must Die บทบันทึกหน้าหนึ่งของช่วงชีวิต&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:180%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;น่าขันอยู่เหมือนกันเนอะ ที่มนุษย์ปุถุชนอย่างเรา เกิดมาล้วนแล้วแต่มีหน้าตาแตกต่างกันไป บางครั้งรูปโฉมออกมาคล้ายพ่อแม่ บางทีละม้ายคนในวงศาคณาญาติ ถึงอย่างนั้นก็ตามที คงจะเป็นบุญตาวาสนาส่งอยู่ไม่น้อย ถ้าหากเกิดมาแล้วรูปมีรูปโฉมหล่อเหลา หรือสวยใสราวกับนางฟ้าลงมาจำแลง หาใช่เกิดมามีใบหน้าเป็นอาวุธ!!!!!!!!&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดีที่สวรรค์ยังคงมีตา กระทั่งฟ้าก็ยังมีใจ สร้างสมดุลให้แก่ชีวิตของมนุษย์ด้วยการสร้างความแตกต่างรวมถึงการใส่ข้อบกพร่องไว้ในตัวตนของคนธรรมดาเดินอย่างเราๆด้วย&lt;br /&gt;ดังนั้นแล้วอย่างที่กล่าวมาในข้างต้นว่ามนุษย์ทุกๆคนต่างก็ล้วนมี ”จุดเด่น”หรือ”จุดด้อย” ซึ่งแตกต่างกันออกไป นั่นก็เพราะว่าถ้าหากมนุษย์ทุกคนเกิดมาเหมือนกันหมดแล้ว ใครมันจะไปจดจำได้ว่ามันผู้นั้นเป็นใครกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้เองความโดดเด่นในรูปร่างหน้าตามันจึงส่งผลให้ วิถีชีวิตมนุษย์ดำเนินเดินทางต่อไปอย่างเปี่ยมสีสัน เต็มไปด้วยทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นหาคู่ครอง การเข้าสังคม ประเมินเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ก็สุดจะแล้วแต่จัดจำแนกกันออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เพียงเท่านั้นวิถีชีวิตของมนุษย์คงมิได้เดินทางเป็นกราฟเส้นตรง หากแต่ขีดเขียนเป็นเส้นหยักที่ขึ้นลง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หาหลักหรือความมั่นคงได้แสนยากลำบาก เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถจะกำหนดโชคชะตาของตัวเองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกันกับ เคท (บริททานีย์ สโนว์) ในเรื่อง John Tucker Must Die ที่รู้สึกว่าตัวเธอไม่ต่างอะไรไปจาก “มนุษย์ล่องหน” ตกอับเรื่องความรัก แถมยังโดนตีตราว่าเป็นพวกขี้แพ้อีกด้วย ถึงอย่างไรก็ดีมันคงไม่เลวร้ายไปกว่า แม่ของเธอซึ่งรูปร่างเซ็กซี่ เร้าฮอร์โมนชายหนุ่มตั้งแต่แรกพบโดยสิ่งที่กล่าว มันช่างตรงข้ามกับบุคลิกของลูกสาวอย่างสิ้นเชิง ทว่าหลังจากคบหาแม่ของเธอได้ไม่นานนักผู้ชายทุกคนก็จะชิ่งหนีหมด ลูกสาวเลยตั้งชื่อผู้ชายเหล่านั้นว่า สกิป (น่าจะมาจากคำว่า Skip แปลว่า ผ่านไป)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้เคทจำต้องย้ายบ้านนี้อยู่บ่อยๆ (พล็อตเดียวกันกับคุณแม่ของยัยฮิลลารี่ ดัฟฟ์ในหนังห่วยๆเรื่อง The Perfect Man นั่นแหละ) จนกระทั่งได้มาตั้งหลักปักฐานอยู่ในเมืองบ้านนอกได้ระยะหนึ่ง จนกระทั่งผู้ชายชื่อ จอห์น ทักเกอร์ (เจสซี่ แมคคาร์ฟนีย์) เดินผ่านเข้ามาในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จอห์น ทัคเกอร์ หนุ่มรูปหล่อเสมือนนายแบบโดมอนแมนผนวกกับเทพเจ้ากรีก เป็นหัวหน้าทีมบาสเกตบอล บ้านรวย เขาคั่วสาวพร้อมกันทีถึงสามนางซึ่งประกอบไปด้วย แครี่ เชเฟอร์ (อาเรย์รีย์ แคปเบลล์) นักเรียนหัวกะทิมากความสามารถ สาวคนต่อมาคือ เฮ็ธเธอร์ (อาชันติ) หัวหน้าทีมเชียร์ลีดเดอร์ ผิวสีแทน และคนสุดท้าย เบธ (โซเฟีย บุชช์) สาวหัวอนุรักษ์นิยมกินมังสวิรัติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือว่า จอห์นยังเป็นหนุ่มที่”สับราง”ไม่ให้รถไฟชนกันเก่งเป็นบ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั่งสาวทั้งสามนางมาพบกันในคลาสวอลเลย์บอล ซึ่งแปนสภาพกลายเป็นศึกชิง “นาย” ขนาดย่อมไปซะได้ เป็นผลให้เคทจำต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ และนี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมหัวล้างแค้น เพื่อแสดงพลังของเพศหญิง (อีกแล้วครับท่าน) โดยยืนยันเสียงแข็งว่า “พวกเราจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของผู้ชายเจ้าชู้อีกแล้วโว้ย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองลงไปในตัวของ จอห์น ทัคเกอร์ จะพบว่า เขาช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ คาสโนวา อย่างไม่มีผิดเพี้ยนเพราะนอกจากจะหล่อเหลา มีเสน่ห์ คารมมัดใจสาวรอบข้าง และที่สำคัญเขาสามารถคบหากับผู้หญิงได้ถึงสามคนในเวลาเดียวกัน แถมยังสร้างข้อผูกมัดด้วยสายสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างนารีทั้งสามอีกด้วย&lt;br /&gt;สายสัมพันธ์ที่กล่าวถึงปรากฏขึ้นเมื่อหนังพยามบอกแก่เราว่า จอหน ทัคเกอร์ อาศัยเทคนิคการพูดซึ่งมีเสน่ห์ราวกับสาลิกาลิ้นทอง โน้มน้าวให้ฝ่ายหญิงพยามหาหนทางให้ตนเองกลายเป็นฝ่ายจนแต้ม รวมไปถึงทำให้รู้สึกผิดกับคำพูดของพวกเธอเอง หลีกเลี่ยงการจดจำชื่อสาวๆ แล้วแทนที่ด้วยการเรียกพวกหล่อนว่า “ที่รัก” เพื่อว่าจะได้ไม่ต้องจำสับสนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดระเบียบในชีวิตของจอห์นจึงน่าสนใจอยู่ไม่น้อยและควรจะหยิบยกมาเป็นตัวอย่าง เอ้ย!!!! มาพิจารณาต่างหาก ซึ่งเทคนิคแพรวพราวเช่นนี้ คงทำให้ชีวิตของเขาล้วนแล้วต้องขึ้นอยู่กับการคิด คำนวณและคาดการณ์ตลอดเวลานั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี อันนารีทั้งสามนางต่างก็ล้วนแต่โกรธแค้นเจ้าผู้ชายมากตัณหา จนพยามรวมตัวกันเพื่อสร้างอุดมการณ์ขึ้นมาว่า “พวกกรู...จะ...ฆ่า...ไอ้...จอห์น...ทัคเกอร์... ให้ตายกันไปข้างนึง” ด้วยการทำให้เขาตกอยู่ในสภาพเดียวกับคนประเภทที่ไม่น่าคบหาสมาคมด้วย พวกเธอจึงเริ่มเปิดศึกด้วยการสร้างภาพให้เขาเป็นหนุ่มน่ารังเกียจเป็นโรคติดต่อทางเพศจวบจนถึงขึ้นลงมือวางยากันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงอย่างนั้น คนที่มีลูกล่อ ลูกชนแบบจอห์น ทัคเกอร์ ก็มีกึ๋นมากเพียงพอที่จะเปลี่ยนบรรดา “วิกฤต” เหล่านั้นให้กลายมาเป็น”โอกาส”ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับสาวแสนร้ายกาจคนหนึ่งอย่างเรจิน่า จอร์จในเรื่อง Mean Girls ผู้เป็นหน้าเป็นตาของไฮสคูลและเธอนี่แหละคือผู้นำแฟชั่น วิถีชีวิตและทัศนคติของคนในโรงเรียนทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ใช่ว่าเขาจะปราศจากจุดอ่อนเลยซะทีเดียว หากลองวิเคราะห์ดูดีๆจะพบว่า จอห์นยังรับฟัง ผู้หญิงรอบข้างตัวเขาทุกคนไม่ว่าจะเป็นการที่ฝ่ายหญิงเอ่ยปากเตือนว่า “เธอกล้ามเล็กไปนะ” มันส่งผลให้เขา รีบร้อนขวนขวายเฟิร์มหุ่นอย่างหนัก อาจจะสืบเนื่องมาจากเหตุผลที่ว่า คนแบบนายจอห์นเป็นคนซึ่งทุกคนให้ความสนใจ จึงต้องพยามทำให้ตนเองดูดีตลอดเวลาก็เป็นไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลืมบอกไปว่า จอห์น ทักเกอร์มีน้องชายอีกหนึ่งคนแต่เขาทั้งไม่หล่อ ไม่มีเสห่ห์ บุคลิกออกจะเซอร์ๆและเอ๋อๆเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่จริงตัวหนังเองไม่ได้พาเราไปรู้จักความสมัครสมานมีความเชื่อมโยงระหว่างพี่น้อง ทัคเกอร์เลยแม้แต่น้อย มันจึงสามารถสะท้อนสภาพของตัวละครทั้งสองว่า พวกเขาแม้ว่าจะเป็นพี่น้องกันก็ตามทีแต่ “ฐานะทางสังคม” คือตัวแบ่งแยกระหว่างคำว่าพี่น้องได้โดยปริยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะตัวละครอย่าง เคท ก็ดันไปใกล้เคียงกับ ซินเดอเรล่า โดยบังเอิญ อาจจะไม่ตรงกันร้อยทั้งร้อย แต่องค์ประกอบบางอย่างก็คล้ายกันอยู่เนืองๆ ไม่ว่าชีวิตไร้ความสุขเปรียบกันกับนางซินก็เทียบเท่าตอนเธอต้องกลายไปเป็นคนใช้ของบ้าน การที่เคทมีสภาพเหมือนคนไร้ตัวตนก็คล้ายกับตอนสาวในนิยายคนนี้โดนกลั่นแกล้งรังแก หรือกระทั่งการเปลี่ยนแปลงโฉมของเคทให้กลายเป็นสาวงามเพื่อคว้าหัวใจของจอห์นมาก็เหมือนช่วงขณะนางฟ้าลงมาเสกชุดไปงานเต้นรำให้ซินเดอเรล่านั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าสนใจเรื่องเปลี่ยนแปลงโฉมของเคท เปรียบได้กับการยำใหญ่นำบุคลิกของสาวของจอห์น ทักเกอร์ทั้งสามคนมาผสมปรุงแต่งให้หลอมรวมมาอยู่ในตัวเธอ นั่นหมายความว่า ถ้าเกิดเขาหลงรักผู้หญิงคนนี้ นั่นเท่ากับว่าเจ้าคาสโนว่าหนุ่มตกหลุมรักถ่านไฟเก่าทั้งสามในร่างของหญิงสาวที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้แค้นตัวของเขาเอง !?!?&lt;br /&gt;ส่วนผสมของเคทจึงมีทั้งบุคลิกแบบปากกล้าอย่างเชียร์ลีดเดอร์ ผสมสาวหัวแข็ง นักอนุรักษ์นิยมและเก่งเรื่องการจัดการไปในตัว แต่อย่างไรก็ดีในหัวใจของเธอคงจะรู้ดีว่าคนที่เป็น “เปลือกนอก” ในตอนนี้มิใช่ตัวตนอันแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ตัวตนที่แท้จริงของเคท เป็นบุคคลที่คิดว่าโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้ประกอบไปด้วย คนประเภทที่เห็นแก่ได้กับคนที่ยอมได้ทุกอย่าง ทว่าขณะเดียวเธอยังแอบหวังอยู่ในใจลึกๆว่า ถ้าหากชีวิตจริงของมนุษย์ มันน่าจะง่ายดายแบบในเพลงรักซึ่งหากคิดจะรักกันมันก็จบ ไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืด ซึ่งความคิดแบบนั้นอาจจะแทบไม่มีโอกาสเป็นจริงได้เลยก็ตามที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะชี้ให้เห็นว่าคนแบบเคทไม่จำเป็น ต้องใส่บุคลิกมากมายลงไปในตัวเธอ เพราะในตัวตนที่แท้จริง ยังมีในสิ่งที่ผู้ชายทุกคนต้องการอยู่แล้วนั่นคือ “ความอบอุ่นและความอ่อนโยน” หาใช่ความหยาบกร้านและอารมณ์เสน่ห์หา” แบบเดียวกับผู้หญิงหลายๆคนยอมจัดแจงตัวเองเพื่อถวายใส่พาน รอประเคนให้ผู้ชาย&lt;br /&gt;ดังคำกล่าวของน้องชายของจอห์น ทัคเกอร์มีใจความว่า ผู้หญิงทุกคนต่างก็รู้ถึงสันดานเลวของผู้ชายบางประเภทที่โกหกเพื่อให้ผู้หญิงหลงรัก หากแต่รักจริงหรือหวังแค่เพียงเซ็กส์อันร้อนแรง เมื่อทุกเสร็จสิ้นและจบลง ความสัมพันธ์เหล่านั้นก็หมดความหมาย กระนั้นแล้วหญิงสาว ก็ยังเต็มอกเต็มใจเข้าคิวให้คนแบบนั้นหลอก นั่นนะหรือคือสิ่งที่เรียกกันว่า “ความรัก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงอยู่ที่ความพยามจะให้จอห์นมาตกหลุมรักเคท เป็นผลให้คนแบบเขาจำต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้คนอันเป็นที่รักให้หันมาสนใจ ในทางตรงกันข้าม ตัวของเคทเองต้องผสมผสานจริตแบบสาวร่านใจแตกลงไปในตัวตนของเธอ ทั้งที่จริงเธอเองคงจะขยาดอยู่ไม่น้อยกับสิ่งต้องทำเพราะว่า บรรดาสิ่งต่างเหล่านี้ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่ไม่ไกลนั่นคือ แม่ของเธอเองนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่าในขณะที่ในหัวเคทคิดว่า แม่ของเธอไม่สามารถเป็น “แบบอย่าง” ให้กับชีวิตได้ กระนั้นความบกพร่องของแม่เธอยังนำมาซึ่งบทเรียนสำคัญ ด้วยการอาศัยประสบการณ์ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนและผู้ชายมากหน้าหลายตา จึงนำข้อคิดอย่างหนึ่งมาตักเตือนลูกสาวด้วยความหวังดีว่า ความรักมันมิใช่การ “แกล้ง” เพราะถ้าหากความรักที่แท้จริงมันมาถึงตัวแล้ว วันนั้นแหละคนที่”เจ็บ”จะเป็นตัวเราเอง เนื่องจากนั่นมันมิใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันช่างเป็นข้อความน่าขบคิดสำหรับคนที่กำลังล้อเล่นกับคำซึ่งไม่อาจจะนิยามความหมายของมันได้นั่นคือ “รัก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเรื่องราวต่างๆเริ่มผนวกเข้าที่เข้าทางและใกล้ถึงบทสรุป ในจิตใจของสาวทั้งสามรวมถึงเคทด้วยก็ตาม มันกลับมาอยู่ในสภาพเดียวกันตอนแรกอีกครั้ง นั่นคือตบตีกันเพื่อแย่งผู้ชายคนเดิมเนื่องจากสาเหตุเพียงของสำคัญแค่ชิ้นหนึ่งหนึ่ง เพราะไม่ว่าทั้งสามจะดำรงอยู่ในฐานะแฟนหรือเป็นคนที่พยามแก้แค้นก็ตาม สิ่งเหล่านี้มิได้ต่างไปจากการหมกมุ่นอยู่กับผู้ชายที่ชื่อ จอห์น ทักเกอร์อยู่ดีนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นความตั้งใจของทั้งสี่สาวซึ่งเคยออกลั่นวาจาอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ สุดท้ายพวกเธอก็ไม่สามารถก้าวไกลไปกว่าพวกผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเหยื่อของผู้ชายจอมเจ้าชู้ ซ้ำร้ายการยืนหยัดเพื่อแสดงจุดยืนของเพศหญิงของทั้งสี่ยังเอยด้วยการ “สาด” ใส่จากเพศชายผู้คิดว่า ชายก็ตามสามารถ”ได้” ผู้หญิงนั่นแหละคือสุดยอดของชาติชาย สมควรได้รับการนับหน้าถือตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าสงสารว่าบรรดาอุดมการณ์เหล่านั้นท้ายที่สุดก็กลายเป็นธาตุอากาศซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการสนับสนุน ทว่าบัดนี้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นแค่เพียง”อดีต” ที่สร้างบทเรียนให้กับชีวิตของพวกเขาและเธอ ให้กลายเป็นบันทึกหน้าหนึ่งของช่วงชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าผลสุดท้ายบางคนได้กลายไปเป็นตำนาน บางคนได้รับบทเรียน เปลี่ยนแปลงทัศนคติ (ซึ่งไม่รู้ว่าดีขึ้นหรือเลวลง) อีกคนได้รับความสนใจอีกครั้ง และอีกหลายคนที่กลายมาเป็นมิตรภาพใหม่ นั่นยังแสดงให้เรารู้ว่าการเดินทางของชีวิตมนุษย์ทุกคนล้วนต้องผ่านร้อนและหนาว เกี่ยวเก็บประสบการณ์ที่อยู่ตามรายทางของชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;เพราะว่าชีวิตของมนุษย์นั้นมันคือการเดินทางมิใช่เหรอ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4211859337854855116-2855013178545606911?l=chibuyapunk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://chibuyapunk.blogspot.com/feeds/2855013178545606911/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4211859337854855116&amp;postID=2855013178545606911' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4211859337854855116/posts/default/2855013178545606911'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4211859337854855116/posts/default/2855013178545606911'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chibuyapunk.blogspot.com/2007/12/john-tucker-must-die.html' title='John Tucker Must Die'/><author><name>chibuyapunk</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13033896752817663329</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4211859337854855116.post-4126436784388198743</id><published>2007-12-29T23:35:00.001+07:00</published><updated>2010-12-15T21:36:15.544+07:00</updated><title type='text'>ภาคต่อแบบนี้จะมีมาทำเพื่อ ? ตอนที่ 2</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.proshop-dvd.com/images/1244563234.jpg"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 352px; DISPLAY: block; HEIGHT: 500px; CURSOR: hand" border="0" alt="" src="http://www.proshop-dvd.com/images/1244563234.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#ff9900;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#ff9900;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#ff9900;"&gt;The Prince &amp;amp; Me 2: The Royal Wedding (รักนายเจ้าชายของฉัน 2 วิวาห์อลเวง)&lt;br /&gt;กำกับโดย แคทเธอรีน ไซแรน แสดง ลุค เมลบลีย์ แคม เฮสกิ้น ไคลเมย์ซี่ มอร์ตัน ฮิลล์&lt;br /&gt;ความเดิมตอนที่แล้ว&lt;/span&gt;ใน The Prince &amp;amp; Me เพจ(จูเลีย สไตล์) นักเรียนไฮสคูลที่วันๆเอาแต่คร่ำเคร่งกับการเรียนด้วยความหวังอันแรงกล้าว่าสักวันเธอต้องเป็นหมอให้ได้ในขณะที่ เอ็ดเวิร์ด (ลุค เมลบลีย์)เจ้าชายแห่งเดนมาร์กตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อค้นหาตัวเอง เขาจึงปลอมตัวเป็นนักเรียนที่มหาลัยเดียวกันกับเพจ แรกเริ่มทั้งสองพบหน้ากันโดยไม่ถูกชะตา แต่สุดท้ายเรื่องราวก็ดำเนินไปตามตำหรับเทพนิยายชวนฝัน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;เรื่องย่อในภาค 2&lt;/span&gt; เรื่องราวเริ่มในภาคสอง เล่าถึงการวางแผนแต่งงานระหว่างเพจและเอ็ดเวิร์ดกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคเมื่อกฎของราชวงศ์บัญญัติว่าถ้าหากเจ้าชายแต่งงานกับหญิงสามัญชนจะต้องสละราชสมบัติทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; เพื่อทำลายความเป็นเทพนิยายชวนฝัน ซึ่งหนังภาคแรกก็ไม่ใช่ว่าจะดิบดีขนาดจะต้องสร้างภาคต่อแต่เนื่องจากเสน่ห์อันเปี่ยมล้นของดารานำอย่างจูเลีย สไตล์จึงทำให้หนังภาคแรกกลายเป็นลูกอมรสหวานที่ไม่เลี่ยนแต่อย่างใด ทว่าเมื่อเปลี่ยนดารานำหญิงในภาคสองหนังจึงกลายรสไปเป็นขมซะอย่างนั้นเนื่องจากเธอเล่นภาพยนตร์ได้แข็งยิ่งกว่าอะไรดีและที่สำคัญขอถามทีมงานหน่อยเถอะไปหาโลเคชั่นแถวไหนฟะถึงถ่ายพระราชวังเดนมาร์กให้แลดูคล้ายกับห้องแถวขายของชำไปซะได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;สรุปว่า&lt;/span&gt; ถ้าหากคุณหลงใหลได้ปลื้มและบูชาหนังภาคแรกว่าสนุก น่ารัก อบอุ่น ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะหยิบภาค 2 มาดูต่อ แต่คุณควรเลือกภาคนี้มาดูในกรณีที่ละครน้ำเน่าหลังข่าวมันตบกันจนจบแล้วอยากเข้านอนแต่นอนไม่หลับนี้คือยาขนานเอกที่จะพาคุณสู่ห้วงนิทรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;Urban Legends: Bloody Mary (ปลุกตำนานโหด 3: แรงผีแค้น)&lt;br /&gt;กำกับโดย แมร์รี่ แลมเบิร์ต นำแสดง เคธ มารี่, โรเบิร์ต วีโต้, ทีน่า ลิฟฟอร์ด&lt;br /&gt;ความเดิมตอนที่แล้วใน&lt;/span&gt; Urban Legends, Urban Legends Final-Cut ภาคแรกเรื่องสยองขวัญเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยอิงแลนด์ เล่าถึงตำนานเล่าขานโบราณกำลังกลายมาเป็นเรื่องจริงเมื่อนักศึกษาถูกฆ่าตายไปทีละคน เหล่านักศึกษาเหล่านั้นจึงเริ่มออกตามหาความจริงแต่เมื่อยิ่งเข้าใกล้มากเพียงใดอันตรายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น ทางด้านภาคสองเล่าถึงเอมี่นักศึกษาสาขาภาพยนตร์ที่หยิบยกตำนานพื้นบ้านมาทำหนัง แต่ทว่าระหว่างถ่ายทำตำนานเหล่านั้นก็เริ่มฆ่าคนในกองถ่ายไปทีละคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;เรื่องย่อในภาค 3&lt;/span&gt; ในปี 1969 แมรี่ แบนเนอร์โดนฆ่าตายอย่างสยดสยองจนเวลาล่วงเลยถึงปัจจุบันหญิงสาวกลุ่มหนึ่งพบว่ามีเหตุการณ์ฆาตกรรมแปลกประหลาดที่คล้ายคลึงกับในตำนาน พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันค้นหาความจริงก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; เพื่อรวมเป็นคอลเล็กชั่นหนังไตรภาค (ที่ไม่รู้ทำเพื่ออะไร) สืบเนื่องมาจากหนังภาคแรกเป็นหนังสยองขวัญไล่เชือดที่ดูสนุกและน่ากลัวก่อนจะโดนลดทอนความระทึกแต่ขายฉากชวนแหวะในภาคสองและกลายเป็น Scary Movie ไปในภาคสามเพราะเรื่องราวในภาคนี้นอกจากจะเละตุ้มเปะแล้วคนสร้างหนังเองก็คงสับสนว่าตัวเองกำลังทำหนังฆาตกรโรคจิตหรือหนังผีกันแน่เพราะหนังเล่นยำรวมมิตรกันไปหมดแถมอุตริสรรหาวิธีการเชือดตัวละครแบบประหลาดอาทิแมงมุมคลานเข้าไปในปากแล้วไชออกหู วิ่งชนกระจกตาย และอื่นๆที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบรรดาตัวละครในหนังถึงโง่กันนักวะเนี่ย ที่สำคัญหนังยังได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลโกลเดน ทริลเลอร์อวอร์ดในสาขา “ขยะยอดเยี่ยม” อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;สรุปว่า&lt;/span&gt; ถ้าดูแบบไม่คิดอะไรตาม ย้ำไม่ให้คิดอะไรทั้งนั้นหนังเรื่องนี้จะเป็นความบันเทิงระดับเดียวกันกับ Scary Movie เลยทีเดียวเพราะหนังมีฉากฮาๆน้ำหูน้ำตาเล็ดมากมายถ้าอยากรู้ว่าเป็นเช่นไรเราแนะนำให้คุณลองหาตัวอย่างมันมาดูกันก่อนอาทิลองค้นหาใน YouTube ดูแล้วคุณจะพบกับความสยองขวัญที่พลันเป็นคามฮาในบัลดล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;The Butterfly Effect 2 (เปลี่ยนตายไม่ให้ตาย 2)&lt;br /&gt;กำกับโดย จอห์น อาร์ ลีโอ เนติ แสดง อีริค ลีฟวี เอริกา ดูแรน ดัสติน มิลลิแกน&lt;br /&gt;ความเดิมตอนที่แล้วใน&lt;/span&gt; The Butterfly Effect ในวัยเด็กอีแวน (แอชชัน คุชเชอร์) ต้องคอยพบจิตแพทย์เป็นประจำเนื่องจากความทรงจำของเขาจะขาดหายไปเป็นช่วงๆและเกิดอาการวูบแบบประหลาด ขณะที่ช่วงวัยรุ่นเขาพบกับสมุดโน้ตที่ทำให้ย้อนเวลากลับไปในช่วงความทรงจำที่ขาดหาย แต่แล้วอีแวนได้เปลี่ยนเหตุการณ์บางอย่างในอดีตโดยหารู้ไม่ว่าการกระทำนั้นทำให้เกิดหายนะตามมามากกว่าที่เขาคาดคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6666cc;"&gt;เรื่องย่อในภาค 2&lt;/span&gt; นิค ลาร์สัน (เอริค ไลฟ์ลี่) กำลังไปได้ดีในเรื่องการงานและความรักทางด้านแฟนสาวจูลี่ (เอริก้า ดูแรน)ก็หวังไว้ว่าหลังจากแต่งงานแล้วเธอจะเปิดแกลลอรี่ส่วนตัว ทว่าทุกอย่างกลับพลิกพันเมื่อจูลี่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทำให้นิคอยู่ในความเศร้าจนเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นเมื่อเขามองรูปถ่ายเขาจะสามารถย้อนเวลากลับไปได้ แต่ทว่าทุกครั้งที่ย้อนเวลาไปก็เหมือนว่านิคจะยิ่งเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างให้แย่ลงเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#9999ff;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; ขายพล็อตเรื่องเก๋ๆกับการดัดแปลงเนื้อเรื่องให้ต่างจากเดิม แต่ที่น่าสนใจมากตรงที่ประเทศอเมริกาและโซนยุโรปหนังเรื่องนี้ถูกส่งตรงลงดีวีดี ทว่าประเทศไทยและโซนเอเชียกลับปูพรมแดงฉายจอภาพยนตร์เลยแต่นับว่ายังดีที่หนังในภาคนี้แม้ว่าจะเดินโครงเรื่องเดิมๆแต่ตัวหนังก็ยังมีลูกเล่นให้ผู้ชมแอบลุ้นได้ไปกับเรื่องราวชวนขบคิดและคาดเดาตอนจบไปต่างๆนาๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;สรุปว่า&lt;/span&gt; หากคุณชอบความเก๋ในพล็อตเรื่องในภาคแรกแล้ว เรื่องในภาคสองก็ดูสนุกแม้ดีกรีดาราและความบันเทิงอาจจะเป็นรองภาคแรกอยู่ไม่น้อยทว่าหนังยังอุตสาห์ใส่ฉากประเภททำให้คนดูตาลุกวาวได้ไม่น้อยกว่า 2 ฉากจึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบางคนบอกว่าหนังภาคนี้ดูลุ้นกว่าภาคแรก (สงสัยด้วยเหตุผลนี้นี่เอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#00cccc;"&gt;Species 3 (สายพันธุ์มฤตยู กำเนิดใหม่พันธุ์นรก)&lt;br /&gt;กำกับโดย แบรด เทอร์เนอร์ แสดง นาตาชา เฮ็นสตริจ์ ซันนี่ แมบรี่ เอมิเลีย คุก&lt;br /&gt;ความเดิมตอนที่แล้วใน&lt;/span&gt; Species1-2 เมื่อนักวิทยาศาสตร์นำเชื้อของมนุษย์ผสมกับเอเลี่ยนกลายร่างเป็นอีฟ(นาตาชา เฮ็นสตริจ์) มนุษย์เอเลี่ยนสาว แต่การทดลองผิดพราดทำให้เธอหนีออกมาจากศูนย์วิจัยเพื่อแพร่พันธุ์มฤตยู ส่วนด้านภาคสองแพททริคนักบินอากาศที่ได้รับเชื้อมนุษย์ต่างดาว เมื่อกลับมายังโลกเขาออกผสมพันธุ์กับหญิงสาวเพื่อแพร่พันธุ์เอเลี่ยน ทางการจึงส่งอีฟพันธุ์ใหม่ที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นออกตามหาแพททริคโดยหารู้ไม่ว่าสันชาตญาณเพศแม่ทำให้อีฟผลักดันให้เธอหนีไปกับเพททริคเพื่อขยายพันธุ์เอเลี่ยนที่สมบูรณ์แบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#66cccc;"&gt;เรื่องย่อในภาค 3&lt;/span&gt; การต่อสู้ของมนุษย์กับมนุษย์ครึ่งเอเลี่ยนยังคงดำเนินต่อแต่ความอ่อนแอของฝ่ายหลังทำให้มนุษย์ชนะเรื่อยไปจนกระทั่ง ซาร่าลูกสาวของอีฟถือกำเนิดขึ้นเป็นสายพันธุ์ที่แกร่งยิ่งกว่าเก่า เธอออกตามล่าหาคู่เพื่อแพร่เผ่าพันธุ์นั่นเป็นเหตุผลให้บรรดากองทัพต่างเร่งตามหาเธอเป็นการด่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ffff;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; ขายเรือนร่างของสตรีโดยเฉพาะเพราะสองภาคแรกได้ปั้นให้นาตาชา เฮ็นสตริจ์ กลายเป็นเซ็กซี่สตาร์ได้ภายหลังที่หนังออกฉาย(แต่ปัจจุบันหายไปไหนแล้วไม่ทราบ) ซีรีย์ไซไฟชุดนี้จึงเปรียบเหมือนการเฟ้นหาหญิงสาวหุ่นดี หน้าตาพอไปวัดไปวาได้มารับบทเอเลี่ยนเพศแม่จึงเป็นอะไรที่ยากเสียเหลือเกิ้น (ประชดเพราะใครอยากจะเกิดเปลืองตัวหน่อยก็ดังได้แล้ว) แต่เหนืออื่นใดดาราสาวอย่างซันนี่ แมบรี่ปัจจุบันนี้ก็รับจ้างเล่นซีรีย์ทั่วไปและหนังอีกหลายเรื่องที่จะฉายตามโรงในปีหน้า จึงไม่น่าแปลกใจว่าเสื้อผ้ายิ่งน้อยชิ้นยิ่งปั้นให้คนดังได้ในชั่วข้ามคืน (แต่อาชีพการงานจะยั่งยืนนั้นเป็นอีกเรื่องดู “น้องแนต”เป็นตัวอย่าง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#99ffff;"&gt;สรุป&lt;/span&gt; หนังดูสนุกได้อรรถรสไม่น้อยแม้เรื่องราวจะซ้ำซากไปหน่อยแต่อย่างน้อยมันก็เข้าข่ายหนังเกรดบีที่ขายความบันเทิงแบบเต็มๆ (เรือนรางสตรี ฉากแอคชั่นเวอร์ๆไร้เหตุผลรองรับ และตอนจบทิ้งท้ายในการสร้างภาคต่อได้ข่าวว่าภาคที่ 4 นั้นจะออกแผ่นในเร็ววัน ซึ่งนางเอกหน้าใหม่ที่มารับบทนี้คือ เฮเลน่า เมทสัน หน้าตาน่ารักทีเดียวล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;Wrong Turn 2: Dead End (หวีด เขมือบคน 2)&lt;br /&gt;กำกับ โจว์ ลินช์ แสดง เอริก้า เรียเซ่น เฮนรี่ โรวลิน แท็กซัส แบทเบิล&lt;br /&gt;ความเดิมตอนที่แล้วใน&lt;/span&gt; Wrong Turn กลุ่มเพื่อน 6 คนขับรถเลี้ยวมาผิดทาง ไม่ทันไรยางก็แตกแบบไม่ทราบสาเหตุ เมื่อพวกเขาออกขอความช่วยเหลือ เพื่อนๆก็เริ่มหายตัวไปอย่างลึกลับทีละคนก่อนการปรากฏตัวของมนุษย์กินคนที่ออกล่าเนื้อมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;เรื่องย่อในภาค 2&lt;/span&gt; เมื่อรายการเรียลลิตี้นำผู้แข่งขันมาทิ้งไว้ในป่าเพื่อให้เอาชีวิตรอด โดยหารู้ไม่ว่าป่านี้เป็นที่อยู่ของมนุษย์กินคนกระหายเลือด บรรดาผู้แข่งขันจึงต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อนจะกลายเป็นอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; เทิดทูนบูชาภาคต่อที่อุดมไปด้วยฉากชวนแหวะอาทิเอาขวานจามหัว มีดเสียบทะลุคอหอย เอาลวดหนามครูดผิวหนังออก ตัวประหลาดมีเซ็กส์กัน อูยรวมบรรดาฉากอุจาดตา ทุเรศทุรังไว้เป็นพะเรอเกวียน แต่อย่างไรก็ดีหนังภาคนี้กลับดูสนุกกว่าภาคแรกอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าโปรดักชั่นจะดูราคาถูกไปหน่อยก็ตามทีแต่ปริมาณเลือดในหนังเรียกได้ว่าถ้าจะมาทำก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตกนี่ ท่าทางจะไว้ขายได้อีกสักปีสองปีเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#003300;"&gt;สรุปว่า&lt;/span&gt; ถ้าคุณเป็นสาวกหนังไล่เชือด เลือดสาดเรื่องนี้ไม่ควรพลาด (ปล.คุณภาพอาจะใกล้เคียงกับ The Hill Have Eyes 2 ถ้าคุณไม่ชอบเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ไม่ควรจะหยิบมาชม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;The Net 2.0 (เดอะเน็ท อินเตอร์เนทนรก 2)&lt;br /&gt;กำกับ ชาร์ลส์ วิงค์เลอร์ แสดง นิคกี้ เดอโลช เดเม็ท แอ็คแบ็ก&lt;br /&gt;ความเดิมตอนที่แล้วใน&lt;/span&gt; The Net (ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับภาคนี้) แองเจล่า (แซนดร้า บูลล็อก) นักโปรแกรมเมอร์ขี้เหงาวันๆเอาแต่ทำงาน เธอจะพักผ่อนแค่เพียงไปออกเยี่ยมแม่และพูดคุยกับคนในอินเตอร์เน็ต จนกระทั่งวันหนึ่งเธอพบว่าข้อมูลทางตำรวจ, ประวัติและบัญชีต่างๆล้วนหายไปโดยไร้สาเหตุทำให้แองเจล่ากำลังตกอยู่ในอันตรายครั้งใหญ่หลวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffff00;"&gt;เรื่องย่อในภาค 2.0&lt;/span&gt; โปรแกรมเมอร์สาวต้องพบกับอันตรายโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อเดินทางถึงอิสตันบูลเพื่อเริ่มงานใหม่เธอกลับพบว่าหลักฐานต่างๆที่บ่งชี้ความมีตัวตนของเธอกำลังถูกใครบางคนขโมยไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; ก็อปปี้เนื้อเรื่องทั้งหมดจากภาคแรกมาใส่ใหม่ในภาคสองเนื่องจากทั้งหมดทั้งมวลไร้ซึ่งความแปลกใหม่ ไร้ฉากระทึกไม่ติดเก้าอี้และที่สำคัญมันไม่ต่างอะไรจากภาคแรกเลยสักนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;สรุป&lt;/span&gt; แล้วแต่วิจารณญาณ ถ้าหากยังไม่เคยชมภาคแรกคุณอาจจะบอกว่าหนังเรื่องนี้สนุกเป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4211859337854855116-4126436784388198743?l=chibuyapunk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://chibuyapunk.blogspot.com/feeds/4126436784388198743/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4211859337854855116&amp;postID=4126436784388198743' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4211859337854855116/posts/default/4126436784388198743'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4211859337854855116/posts/default/4126436784388198743'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chibuyapunk.blogspot.com/2007/12/2.html' title='ภาคต่อแบบนี้จะมีมาทำเพื่อ ? ตอนที่ 2'/><author><name>chibuyapunk</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13033896752817663329</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4211859337854855116.post-5246285664500594806</id><published>2007-12-29T22:36:00.000+07:00</published><updated>2007-12-29T23:46:06.962+07:00</updated><title type='text'>ภาคต่อแบบนี้จะมีมาทำเพื่อ ? ตอนที่ 1</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;คุณเคยรู้สึกแปลกใจบ้างหรือไม่ที่หลังจากชมภาพยนตร์แล้วกลับรู้สึกว่ามันถึงสร้างขึ้นมาทำไม ?&lt;br /&gt;คุณเคยรู้สึกหรือไม่ว่าทำไมหนังเรื่องนั้นๆถึงต้องสร้างภาคต่อขึ้นมาอีกในเมื่อภาพยนตร์เหล่านั้นจบลงอย่างบริบูรณ์ในตัวมันเองไปแล้ว&lt;br /&gt;คุณเคยแปลกใจไหมว่าทำไมตัวเองเคยรู้จักภาพยนตร์เหล่านี้เป็นอย่างดี แต่เมื่อมันมีภาคต่อมาอีกทีกลับถูกลืมไปเสียดื้อๆ&lt;br /&gt;แต่คุณจะแปลกใจหนักเข้าไปอีกเมื่อพบว่าหนังเหล่านี้มันมีภาคต่อด้วยเหรอ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เพราะว่าหลายครั้งที่คุณชมภาพยนตร์ทางจอหนัง คุณอาจจะรู้สึกว่าพล็อตเรื่อง นักแสดง หรือ เทคนิคพิเศษดูเฉียบ เก่ง เท่ มี สไตล์จนจดจำความ “โดดเด่น” เหล่านั้นสู่ห้วงคำนึงนึกคิด จนกระทั่งวันหนึ่ง สิ่งนั้นก็กลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่ต่างออกไปนั่นคือแทนที่จะถูกฉายบนจอเงินกลับถูกลดสถานะมาอยู่แค่เพียงจอแก้วเท่านั้น เนื่องจากว่าหนังเหล่านั้นกลับมาในรูปโฉมใหม่คือในรูปแบบของแผ่นดีวีดี ที่เขียนปะหน้าปกว่ามันเป็นภาคต่อของหนัง”ยอดฮิต” เมื่อหลายปีก่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ทว่ามันจะมาอีท่าไหนต้องไปดูกัน................................................ ทั้งนี้เราจะประจานรายชื่อผู้มีส่วนร่วมในหนังเรื่องนั้นๆอีกด้วย แต่ทว่าคุณผู้อ่านรู้จักพวกเขากันรึเปล่า ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;House Of The Dead 2: Dead Aim (แพร่พันธุ์กองทัพผีนรก)&lt;br /&gt;กำกับ มาร์ค เอ. อัลท์แมน แสดง เอ็นมานูเอล วอเกียร์, เอ็ด ควินน์&lt;br /&gt;ความเดิมตอนที่แล้ว&lt;/span&gt; (ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับภาคสอง)ใน House of the Dead (ศพสู้คน) กลุ่มเพื่อนนักศึกษารวมตัวเดินทางไปยังปาร์ตี้บนเกาะร้างแห่งหนึ่ง ทว่าสถานที่นี้ไม่ได้เพียงร้างผู้คนอย่างเดียว มันกลับไปด้วยฝูงผีดิบกระหายเลือดพร้อมออกไล่เชือดเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;เรื่องย่อภาคนี้&lt;/span&gt; ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไกลชุมชน เชื้อซอมบี้กำลังระบาดไปทั่วจนเกินควบคุม รัฐบาลจึงส่งเจ้าหน้าที่มาเพื่อออกตามหา “คนไข้หมายเลขหนึ่ง” ต้นตอของไวรัสนรกที่ต้องการตัวมาสกัดยายั้บยั้งการขยายพันธุ์ อเล็กซ์และเอลลิส (ไม่เกี่ยวอะไรกับเอลวิส) ยังพบอีกว่าคนในกลุ่มของพวกเขามีแผนจะนำดีเอ็นเอของซอมบี้เหล่านี้ไปใช้ในทางชั่วร้ายอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; เพื่อตอกย้ำว่าถ้าหากภาคแรกเป็นหนังที่ห่วยแล้ว แต่ภาคที่สองจะเป็นอะไรน่าตกใจมากเพราะว่ามันดูสนุกกว่าภาคแรกโขเพราะงานเมคอัพดูมีราศีขึ้นแยะ แถมฉากลุ้นระทึกก็พอลื่นไหลขึ้นแม้จะไม่ถึงขั้นสะดุ้งก็ตาม เพราะว่าภาคแรกถูกการันตีความย่ำแย่ด้วยการโดนตีตราว่ามันเป็นหนังห่วย แถมได้รางวัลอีกบนเวที Chainsaw ฐานะหนังเชือดยอดแย่อีกแหนะทำให้การขยับคุณภาพของหนังเรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจ (ที่น่าแปลกคือ สร้างมาทำไมเมื่อหนังภาคแรกมันโดนนักวิจารณ์ถล่มซะนรกแตกซะขนาดนั้น) ซึ่งผู้กำกับไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือ อูโว่ โบลล์ ผู้ที่กำลังจะโดนขนานนามว่า เอ็ด วูด สองในเร็ววัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;สรุปว่า&lt;/span&gt; สร้างมาเพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าหนังห่วยสามารถพัฒนาคุณภาพได้ดีขึ้นได้(เล็กน้อย) ถ้าหากผู้กำกับไม่ใช่คุณพี่ อูโว่ โบลล์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;I’ll Always Know What You Did Last Summer (ซัมเมอร์สยองต้องหวีด 3)&lt;br /&gt;กำกับ ซิลเวน ไวท์ แสดง บรู๊ก เนวิน, เดวิด เพทคู, เบ็น อีสเตอร์, ดอน แชงค์&lt;br /&gt;ความเดิมสองตอนที่แล้ว &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;(&lt;/span&gt;ซึ่งคล้ายๆกันกับภาคสาม) ใน I Know What You Did Last Summer และ I Still Know What You Did Last Summer กลุ่มเพื่อนรักสี่คนมีส่วนร่วมในการขับรถชนคนตายโดยไม่ได้เจตนา พวกเขาให้สัญญาว่าจะปกปิดความลับนี้กันไปจนวันตาย เวลาผ่านไปหนึ่งปีมีข้อความส่งถึงเพื่อนทุกคนในกลุ่มพร้อมกับการปรากฏตัวของชายมือตะขอ และอีกหนึ่งปีให้หลังจูลี่(เจนิเฟอร์ เลิฟ ฮิววิท)และเรย์(เฟรดดี้ ปรินท์ จูเนียร์) ผู้รอดชีวิตจากภาคแรกได้รับตั๋วท่องเที่ยวฟรีในรีสอร์ทกลางทะเลแต่แล้วพวกเขาก็ต้องพบว่ามันเป็นฝันร้ายเมื่อชายมือตะขอปรากฏตัวขึ้นเพื่อล้างแค้นอีกครั้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;เรื่องย่อในภาคนี้&lt;/span&gt; ความคะนองเริ่มต้นขึ้นเพื่อนห้าคนเลียนแบบเหตุการณ์สยองในวันชาติ 4 กรกฎาคมที่ทำให้เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มต้องตาย พวกเขาสัญญาว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับและไม่มีวันบอกใครจนกระทั่งหนึ่งปีผ่านไป เมื่อพวกเขาต่างก็ได้รับคำขู่จากใครคนหนึ่งที่แสดงตัวว่า”เกิดอะไรขึ้นเมื่อซัมเมอร์ก่อน” พวกเขาจะทำอย่างไร มิตรภาพระหว่างเพื่อนกำลังโดนทดสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; เพื่อสานต่อตำนานแห่งฆาตกรมือตะขอ จะว่าไปสองภาคแรกนั้นถูกสร้างขึ้นตามความฮิตของหนังไล่เชือดเรื่องก่อนหน้าอย่าง SCREAM ซึ่งภาคแรกโกยเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เสียงวิจารณ์ออกไปทางบวก กลับกันกับภาคสองทำรายได้ประมาณ 24 ล้านเหรียญแถมคำวิจารณ์ก็เรียกได้ว่าย่ำแย่ แต่ก็คงไม่แย่ไปกว่าหนังในภาคที่สามเพราะนอกจากจะเดินเนื้อเรื่องไม่ต่างอะไรจากเดิมนัก แถมบทสนทนาในเรื่องก็เข้าขั้นยัดบทใส่ปากซะดื้อๆ ทว่าทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่เลวร้ายเท่าตอนจบเมื่อหนังเฉลยความจริงว่าตำนานชายมือตะขอนั้นแท้ที่จริงแล้วมัน..............&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;สรุปว่า&lt;/span&gt; ถ้าหากคุณถูกใจกับหนังสองภาคแรกแบบเดนตายแล้ว เราไม่แนะนำให้ชมภาคนี้เพราะดีกรีความลุ้นละทึกจะถูกลดลงประมาณครึ่งหนึ่งแต่ถ้าหากไม่เคยชมสองภาคแรกมาก่อน เราขอแนะนำให้หยิบภาคนี้เปิดก่อนเลยเพราะอะไรต้องหาคำตอบเอาเองแต่เตือนไว้ก่อนว่าความจริงเฉลยออกมาแล้วอย่ามาโทษกันนะว่า................โห ทำกันไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Wild Things 2 (เกมซ่อนกล 2) แพ็คคู่มากับ Wild Things: Diamonds In The Rough (เกมส์ซ่อนกล 3)&lt;br /&gt;ภาค 2 กำกับโดย แจ็ค เปเรซ แสดง ซูซาน วาร์ด, ไอเซย์ วอชิงตัน&lt;br /&gt;ภาค 3 กำกับโดย เจย์ โลวิ แสดง ดีน่า เมเยอร์, แบรด จอห์นสัน, ซาร่า เลน&lt;br /&gt;ความเดิมตอนที่แล้ว&lt;/span&gt; (ซึ่งโดนเลียนแบบในสองภาคหลัง) ใน Wild Things เมื่ออาจารย์ชายในโรงเรียนไฮสคูลถูกกล่าวหาว่าข่มขืนนักเรียนสาว (เดนิส ริชาร์ด) และเพื่อนร่วมชั้น (เนฟท์ แคมเบลล์) จนนายตำรวจหนุ่ม (เควิน เบคอน) ต้องเข้ามาสืบสวน เมื่อยิ่งเข้าใกล้ความจริงก็ยิ่งพบว่าในคดีนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังจนน่าตื่นตระหนก ยิ่งไปกว่านั้นตัวของเขาเองก็ถูกดึงเข้าไปร่วมในวังวนแห่งอาชญากรรมเหนือคาดเดาครั้งนี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;เรื่องย่อในภาคสอง&lt;/span&gt; บริทนีย์เด็กสาววัย 17 ปีที่คาดหวังมรดกจากพ่อบุญธรรมของเธอ แต่แล้วเรื่องไม่ธรรมดาก็เกิดขึ้นเมื่อตัวเธอไปมีสัมพันธ์รักไม่ธรรมดากับเพื่อนสาวร่วมห้อง ซึ่งในเบื้องลึกของจิตใจ เธอกลับเกลียดเพื่อนคนนี้อยู่ลึกๆ เมื่อเธอพบว่าแท้ที่จริงแล้วเพื่อนของเธอพยามอ้างสิทธิ์ในมรดกของพ่อบุญธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เรื่องย่อในภาคสาม&lt;/span&gt; มารีสาวสวยวัย 17 (ทำไมต้องอายุเดิมตลอดฟะ) ได้พบกับเอลิน่า นักเรียนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ เธอคือสาวเจ้าปัญหาที่กล่าวว่า เจย์ พ่อบุญธรรมของมารี ข่มขืนเธอ อีเลน่าเรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนมหาศาล แต่ทว่าเบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์นี้จะมีใครอีกไหมที่มีส่วนร่วมอาชญากรรมครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663300;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของเพศชาย (เฮ้ย ขนาดนั้น) เนื่องจากว่าเอกลักษณ์อันโดดเด่นของหนังชุดนี้มีด้วยกันสองประการ หนึ่งคือพล็อตเรื่องที่ยามหักมุมกันตลอดเวลาประมาณว่า ยัยหนูนั่นมาปล้ำกับคนนี้ ปล้ำเสร็จอีหนูแกก็ไปเล่นฉิ่งฉับกับอีกคน เสร็จแล้วอีหนูอีกคนก็ไปเล่นสวาทกับเฮียคนนั้นอีก อุรุงตุงนังสาละวันกันไปหมด หักมุมกันไปหักมุมกันมาจนจะหักขาตัวเองกันอยู่รอมร่อ ส่วนประการที่สองคือฉากมหัศจรรย์เหล่านั้นนั่นแหละจุดขายสำคัญเพราะหนังจะเน้นสัดส่วนของบรรดาสตรีเป็นพิเศษโดยเฉพาะในภาคแรกกับฉาก”เล่นหมู่”ของเดนิส ริชาร์ดกับเนฟฟ์ แคมเบลล์ ที่คุณผู้ชายทั้งหลายดูแล้วต้องครางกันเป็นทิวแถว ส่วนในภาคอื่นๆแม่ว่าดีกรีความร้อนแรงจะไม่เทียบเท่าแต่ก็ดูสนุกพอทำเนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;สรุปว่า&lt;/span&gt; ซีรีย์ชุดนี้จะดูภาคไหนก่อนก็ได้เพราะเนื้อเรื่องคล้ายกันซะจนแทบจะแยกไม่ออก แต่ถ้านับความสนุกที่สุดต้องภาคแรกเพราะได้ดาราชั้นฝีมือหลายคนมาประชันกันจน แถมล่อกันมันส์(เอ่อ ล่อกระสุนปืนนะท่าน อย่าคิดลึกเชียว) ซะทั้งเรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Bring it on 2 :Again (สาวเชียร์เท้าไฟหัวใจวี๊ดบึ้ม 2) แพ็คคู่มากับ Bring it on 3: All or Nothing (ลุ้นรักเชียร์ลีดเดอร์)&lt;br /&gt;ภาค Again กำกับโดย เดม่อน ซานโตสทีฟาโน แสดง แอนน์ จัดสัน-เยเกอร์, บรี เทอร์นเนอร์&lt;br /&gt;ภาค All or Nothing กำกับโดย สตีฟ แรชท์ แสดง เฮย์เดน เพเนทเทอร์รี่, เมอร์ซีย์ เรแลนด์&lt;br /&gt;ความเดิมตอนที่แล้ว&lt;/span&gt;ใน Bring It On ทอเรนท์ ชิพแมนคือหัวหน้าทีมเชียร์ลีดเดอร์ที่จงรักภักดีกับทีมของเธอเยี่ยงชีพ จนกระทั่งเธอพบว่ากัปตันคนเก่าของทีมดันไปลอกท่าของทีมโคลเวอร์ของคนผิวสีมา เธอแทบลมจับแต่ถึงอย่างไรก็ตามด้วยสปิริตอันแรงกล้า ทอเรนท์จึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะพาทีมไปสู่ชัยชนะในการประกวดเชียร์ลีดเดอร์ระดับประเทศให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;เรื่องย่อในภาค Again&lt;/span&gt; วิทเทอร์ เป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาในโรงเรียนไฮสคูลได้ไม่นานเธอพยามจะเข้าร่วมกลุ่มทีมเชียร์ลีดเดอร์ให้ได้แต่ กัปตันทีมจอมเผด็จการกลับกีดกันเธออย่างไม่ใยดี เธอเลยไปหาพรรคพวกรวมกลุ่มตั้งทีมเชียร์ขึ้นมาใหม่ซะเองเลย แล้วไปวัดกันว่าทีมไหนจะ&lt;br /&gt;เจ๋งกว่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#9999ff;"&gt;เรื่องย่อในภาค All or Nothing&lt;/span&gt; บริทนีย์เป็นกัปตันทีมเชียร์แห่ง แปซิฟิก วิสตาร์ ไฮสคูลแต่แล้วฟันของเธอที่ต้องพาทีมเข้าแข่งขันการประกวดเชียร์ลีดเดอร์ประกอบมิวสิควิดีโอของนักร้องสาวริฮาน่าต้องพังทลายเมื่อพ่อแม่ของเธอย้ายบ้านไปแถวลอสแองเจอลิส เธอต้องย้ายโรงเรียนไปยัง&lt;br /&gt;แครนชอวส์ไฮสคูลซึ่งเต็มไปด้วยคนผิวสี ด้วยสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ร่วมทีมเชียร์อีก ทำให้บริทนีย์ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างคำสัญญาหรือว่าทำในสิ่งที่เธอรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffccff;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; เพื่อยกระดับว่าหนังในภาคแรกนั้นถึงแม้จะไม่ใช่หนังที่ดีแต่เป็นหนังที่ดูสนุกเอามากๆเลยทีเดียว ซึ่งแม้ว่าพล็อตเรื่องจะออกไก่กาอาราเล่ไปหน่อยก็ตามที่ว่าด้วยการชิงดีชิงเด่นระหว่างหญิงสาวสองกลุ่ม แต่นัยยะลึกของทุกภาคสะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีในหมู่คณะพร้อมยังจรรโลงสังคมด้วยการบอกผ่านการรวมแรงร่วมใจเป็นอันเดียว แต่อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมซึ่งภาคแรกแสดงถึงความแตกต่างระหว่างผิวสี ภาคที่สองคือการให้ความสำคัญกับค่านิยมที่ผิด ส่วนภาคที่สามคือการกระชับมิตรระหว่างคนทุกผิวสี ทุกระดับให้เป็นหนึ่งเดียว&lt;br /&gt;สิ่งที่ไม่จางหายไปจากหนังทั้งสามภาคคือ เพลงสนุกๆ ท่าเต้นสะเด็ดสะเด่าของสาวในเรื่องที่ทั้งส่าย สะโพกโยกย้ายจน มองแล้วตาลายไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;สรุปว่า&lt;/span&gt; หนังเชียร์ลีดเดอร์ชุดนี้มองก็ได้ชมก็ดีเพราะแต่ละภาคต่างสนุกไปคนละแบบ ซึ่งเรียงลำดับได้ดังนี้คือภาคแรกนั้นดูสนุกที่สุด (โปรดักชั่นอลังการ ท่าเต้นสวย ฮา ดาราน่ารัก) ตามมาด้วยภาคที่สาม (ฮาทุกมุข แม้ตัวละครจะไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ เพลงเร้าใจและที่สำคัญนักร้องสาวริฮานา มาร่วมแจมกับบทเล็กๆในหนังด้วย) ส่วนด้อยสุดคงเป็นภาคสองที่ได้แต่นำฉากเด่นในภาคแรกมาปรับเปลี่ยนใหม่แต่มุขต่างๆก็เลยดูเดิมๆไม่ค่อยขบขันเท่าที่ควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;Cube 2: Hypercube (ไฮเปอร์คิวบ์ มิติซ่อนนรก) แพ็คคู่ Cube Zero (กำเนิดลูกบาศก์มรณะ)&lt;br /&gt;ภาค 2 กำกับโดย แอนเดรีซ เซกูล่า นำแสดง คาร์รีย์ แมนเชท, เกอร์เรียน วินท์ เดวิด&lt;br /&gt;ภาค zero กำกับโดย เออร์นีย์ บาร์บาเรท นำแสดง แซคคารี่ แบนเนท, เดวิท ฮับแบน&lt;br /&gt;ความเดิมตอนที่แล้วใน&lt;/span&gt; Cube (สี่ซ้อน สี่หนี กับมรณะ) คนกลุ่มหนึ่งตื่นขึ้นมาท่ามกลางห้องสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ แต่ละห้องเชื่อมต่อกันเสมือนเขาวงกตที่ไร้ทางออก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยกับดักสุดอันตราย เพราะถ้าพวกเขาพลาดเมื่อใดนั่นหมายถึงชีวิตของพวกเขาต้องจบลงเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เรื่องย่อในภาค 2&lt;/span&gt; คนแปลกหน้า 8 คนตื่นขึ้นมาท่ามกลางสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่มีความแปลกประหลาดนั่นคือพวกเขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างทุกห้องสี่เหลี่ยมรายล้อมไปด้วยกับดักนานาชนิดและยิ่งพวกเขาพยามจะแก้ไขปริศนานี่มาขึ้นเพียง พวกเขายิ่งกลับพบว่าสถานที่แห่งนี้ใช้ทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ใดๆมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;เรื่องย่อในภาค Zero&lt;/span&gt; ย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดลูกบาศก์มรณะ เรสน์ตื่นขึ้นท่ามกลางเขาวงกตสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ก่อนจะพบกับนักโทษคนอื่นๆ ซึ่งพวกเขาต้องคอยหลบเลี่ยงกับดักรอบๆตัวพวกเขา ขณะเดียวกันผู้ดูเหตุการณ์อย่างวินน์ กลับแอบหลงรักเรสน์จนพยามช่วยเหลือเธอทุกวิถีทาง จนสุดท้ายตัวเขาเองกับลอบเข้าไปในเดอะคิวป์ด้วย ทว่าการลงไปช่วยเธอในครั้งนี้เท่ากับว่าเขาจะติดอยู่ข้างในและอาจไม่มีวันได้ออกมาอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcc33;"&gt;สร้างมาทำเพื่อ&lt;/span&gt; ทั้งภาคสองและศูนย์พยามสร้างขึ้นเพื่อพยามอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในภาคแรกโดยไม่สามารถเหตุผลมารองรับได้ ซึ่งปมประเด็นในภาคแรกอาจจะได้รับการอธิบายไม่กระจ่างชัดแต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความกดดันประสาทผู้ชมชนิดอึดอัดสุดฤทธิ์ ในขณะที่ภาคสองเป็นเรื่องราวที่แตกประเด็นมามากกว่าจะนั่งอธิบายเหตุการณ์บางอย่างซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ได้ชมต่างบอกว่า “ยิ่งดูภาคนี้ ยิ่งงงหนักกว่าเดิม” ซะงั้นไป แต่ขณะเดียวกันภาคศูนย์กลับสามารถเล่าถึงที่มาที่ไปของเดอะ คิวป์ได้แบบคลุมเครือให้ตีความกันต่อเอาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;สรุปว่า&lt;/span&gt; แฟนหนังไซ-ไฟไม่ว่าขาจรหรือเดนตายก็ตามควรหาชมหนังเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาคแรกที่กำกับโดยแวนโช่ นาตาลี ซึ่งสามารถสร้างสถานการณ์ปิดล้อมให้กับตัวละครที่อับจนหนทางได้เป็นอย่างดี ช่วยกระตุ้นต่อมอะดีนารีนชนิดฉีดพล่าน ส่วนภาคสองและสามก็ควรหามาดูอีกเช่นกันเพื่อลับสมองกันอีกต่อหนึ่งและถึงแม้ว่าจะสู้ภาคแรกไม่ได้เท่าใดก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(โปรดติดตามตอนที่ 2)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4211859337854855116-5246285664500594806?l=chibuyapunk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://chibuyapunk.blogspot.com/feeds/5246285664500594806/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4211859337854855116&amp;postID=5246285664500594806' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4211859337854855116/posts/default/5246285664500594806'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4211859337854855116/posts/default/5246285664500594806'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://chibuyapunk.blogspot.com/2007/12/uncut-version-1.html' title='ภาคต่อแบบนี้จะมีมาทำเพื่อ ? ตอนที่ 1'/><author><name>chibuyapunk</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13033896752817663329</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
